วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตอบโต้ญะฮฺมียะฮฺ muqorrabeen และ muftee






ในกระดานเสวนาของพวกญะฮฺมียะฮฺแห่งบิดอะฮฺสติ้วเต้น เหล่าสาวกของนายอารีฟีน แสงวิมานได้โพสต์วิดีโอการบรรยายของกลุ่มอัซซาบิกูนชุดนี้ 




หลังจากนั้นได้มีทีมงานญะฮฺมียะฮฺสองรายหลักๆ  คลิกดู เข้ามาแสดงความเห็นตอบโต้ดังนี้


muqorrabeen 

จงตัดมือขวาของชารีฟ วงศ์เสงี่ยม ในขณะเขากล่าวว่าในช่วงเวลา 1:17:10 อัลลอฮ์จะทรงม้วนจักรวาลด้วยพระหัตถ์ข้างขวาและกำด้วย แล้วชารีฟ วงศ์เสงี่ยมก็ยกมือข้างขวามากำและแบ แล้วอามีน ลอนา ก็แกล้งเป็นทักท้วงเพื่อให้ชารีฟตอบชี้แจง และชะรีฟ ก็อ้างว่า “ท่านนบีทำครับท่านพี่น้อง ท่านนบีน่ะเวลาอ่านอายะฮ์ว่าอัลลอฮ์จะม้วนๆ ท่านนบีกำมืออย่างนี้(แล้วชารีฟก็ทำท่ายกมือขวาแล้วกำไปกำมา) ทำไมผมจะทำไม่ได้”
หนึ่ง ที่ชารีฟ บอกว่าเวลานบีอ่านอายะฮ์ที่ว่าอัลลอฮ์จะม้วนๆ ท่านนบีกำมืออย่างนี้ ถือว่าโกหก เพราะไม่มีหะดีษบทใดระบุว่า เมื่อท่านนบีอ่านอายะฮ์ที่ 67 ซูเราะฮ์ อัซซุมัร แล้วนบีจะกำและแบมือ
สอง ในขณะชาริฟกล่าวว่า อัลลอฮ์จะทรงม้วนจักรวาลด้วยพระหัตถ์ข้างขวาและกำด้วย แล้วชารีฟ วงศ์เสงี่ยมก็ยกมือข้างขวามากำและแบ แล้วบอกว่า “นบีกำและแบมือเมื่อพูดว่าอัลลอฮ์ทรงม้วนจักรวาล”
เท่าที่ผมตรวจสอบหะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ได้มีระบุไว้ในซอฮิห์มุสลิม ด้วยถ้อยคำที่ว่า

يَأْخُذُ اللَّهُ عَزَّ وَجَلَّ سَمَاوَاتِهِ وَأَرَضِيهِ بِيَدَيْهِ فَيَقُولُ أَنَا اللَّهُ وَيَقْبِضُ أَصَابِعَهُ وَيَبْسُطُهَا أَنَا الْمَلِكُ

“อัล เลาะฮ์ทรงจัดการบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดินของพระองค์ด้วยพลังอำนาจของพระองค์ แล้วพระองค์ก็กล่าวว่า ข้าคืออัลลอฮ์ – โดยท่านนบีกำบรรดานิ้วของท่านและแผ่บรรดานิ้ว- ข้าคือกษัตริย์ผู้ปกครอง” รายงานโดยมุสลิม
ความจริงเกี่ยวกับหะดีษนี้คือ การที่ท่านนบี(ซ.ล.)ได้กำและแผ่นิ้วของท่านนั้น นั้นเป็นการเปรียบเทียบ แต่มิใช่เป็นการเปรียบเทียบกับการกำและแบอัลลอฮ์ แต่เป็นการเปรียบเทียบกับการถูกบีบตัวและการแผ่(กระจาย)ของบรรดาฟากฟ้าและ แผ่นดิน
ท่านอิหม่ามอันนะวาวีย์ ได้กล่าวอธิบายว่า

وَقَبْض النَّبِيّ صَلَّى اللَّه عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَصَابِعه وَبَسْطهَا تَمْثِيل لِقَبْضِ هَذِهِ الْمَخْلُوقَات وَجَمْعهَا بَعْد بَسْطهَا ، وَحِكَايَة لِلْمَبْسُوطِ وَالْمَقْبُوض ، وَهُوَ السَّمَوَات وَالْأَرْضُونَ

“การ กำและแบบรรดานิ้วของท่านนบี(ซ.ล.)นั้น เป็นการยกตัวอย่างให้กับการบีบและรวบบรรดามัคโลคหลังจากที่มันได้แผ่และ เป็นการเล่าถึงสิ่งที่ถูกแผ่และถูกบีบ ซึ่งมันก็คือบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดิน” ชัรห์ซอฮิห์มุสลิม
และเป็นที่ทราบกันดีตามแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ว่า การตัชบีฮ์(สร้างความคล้ายคลึง)กับซีฟาตของอัลลอฮ์นั้น เป็นกุฟุร
ท่านอัลลาลิกาอีย์ ได้รายงานว่า
سمعت أبا محمد الحسن بن عثمان بن جابر يقول سمعت أبا نصر أحمد بن يعقوب بن زاذان قال بلغني أن أحمد بن حنبل قرأ عليه رجل: "وما قدروا الله حق قدره والأرض جميعا قبضته يوم القيامة والسموات مطويات بيمينه" قال ثم أومأ بيده فقال له أحمد: قطعها الله قطعها الله قطعها الله. ثم حرد وقام:
“ฉัน ได้ยิน อะบามุฮัมมัด อัลหะซัน บิน อุษมาน บิน ญาบิร ได้กล่าวว่า ฉันได้ยิน อะบา นัสร์ อะห์มัด บิน ยะอฺกูบ บิน ซาดาน ได้กล่าวว่า ได้ทราบยังฉันว่า แท้จริงได้มีชายคนหนึ่งได้อ่านแก่ท่านอะห์มัด บิน ฮัมบัล(อายะฮ์ที่ 67 ซูเราะฮ์อัซซุมัร)ว่า “และพวกเขาไม่รู้จักอัลลอฮ์อย่างแท้จริงได้หรอก และแผ่นดินทั้งหมดถูกกำไว้(ในอำนาจของพระองค์)ในวันกิยามะฮ์และบรรดาฟากฟ้า นั้นจะรวบด้วย(พระหัตถ์ขวา)เดชานุภาพของพระองค์” หลังจากนั้นเขาได้ทำท่าทางด้วยมือของเขา ดังนั้นท่านอะห์มัด จึงกล่าวแก่เขาว่า ขออัลลอฮ์ทรงตัดมือของเขา ขออัลลอฮ์ทรงตัดมือของเขา ขออัลลอฮ์ทรงตัดมือของเขา หลังจากนั้นท่านอะห์มัดก็โกรธและลุกขึ้นยืน” อุศูลุซซุนนะฮ์ 3/432
ดังนั้นการยกมือกำแบในขณะอ่านอายะฮ์ดังกล่าว นั้น เป็นการยกตัวอย่างตัชบีฮ์(แม้ปากจะบอกว่าไม่ได้ตัชบีฮ์ก็ตาม) ซึ่งเป็นสิ่งที่บิดอะฮ์ลุ่มหลง
เพราะอัลลอฮ์ตาอาลาทรงตรัสว่า

فَلَا تَضْرِبُوا لِلَّهِ الْأَمْثَالَ

“ดังนั้นพวกเจ้าอย่ายก(เปรีบเทียบ)ตัวอย่างทั้งหลาย(คล้าย)กับอัลลอฮ์เลย”
อ้างอิงจาก เฟส أهل السـنة و الجـماعة ( ฉบับไม่แอบอ้าง ) http://www.facebook.com/groups/215151975220125/300310320037623/?comment_id=300369913364997&notif_t=like


Muftee 

จากคลิปด้านบน ช่วงเวลาที่ 49.20 ... อามีน ลอนา ได้ยกอายะฮฺ อัล-กุรอาน พร้อมกับแปลว่า ..

تَبَارَكَ ٱلَّذِي بِيَدِهِ ٱلْمُلْكُ

“ความจำเริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์”  (ซูเราะฮฺ อัล-มุลกฺ : 1)

แล้ว อามีน ลอนา ก็กล่าวต่อว่า .. คำว่า “الملك (อัล-มุลกฺ)” แปลว่า “อำนาจ” .. โดย อามีน ลอนา ได้ยึดคำแปลที่มาจากอัล-กุรอานเล่มแดงของวะฮาบีย์มาแปลให้คนทั่วไปฟัง แล้วพูดต่อไปว่า คำว่า “الملك (อัล-มุลกฺ)” แปลว่า “อำนาจ” แล้วคำว่า “بيده (บิยะดิฮิ)” ก็แปลว่า “พระหัตถ์หรือมือของพระองค์”
แล้วอามีน ลอนา ก็พูดต่อไปในเชิงตำหนิว่า .. แล้วถ้าแปลคำว่า بيده ให้มีความหมายว่า “อำนาจ” ละอาจารย์ชารีฟ (อ.ชารีฟ ก็ช่วยพูดตำหนิในการให้ความหมายว่า “อำนาจ” โดย อ.ชารีฟ บอกว่า “นี่เป็นการแปลตามพวกที่ผิดเพี้ยน”) แล้วอามีน ลอนา ก็แปลอายะฮฺนี้ไปตามความไม่รู้ของตนเองว่า “ความจำเริญจงมีแด่อัลลอฮฺผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในอำนาจ” แล้วอามีน ลอนา กับ อ.ชารีฟ ก็ตำหนิว่า การไปแปลคำว่า "بيده" ให้มีความหมายว่า “อำนาจ” นั้น แปลแบบนี้ มันเป็นการแปลของผู้ที่ผิดเพี้ยน มันแปลไม่ได้ 

ชี้แจง
ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า .. การที่ อามีน ลอนา  แปลอายะฮฺนี้แบบใส่ร้ายคนอื่นว่า “ความจำเริญจงมีแด่อัลลอฮฺผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในอำนาจ” นั้น ผมก็ยอมรับว่า นี่เป็นการแปลของพวกที่ผิดเพี้ยนจริงๆ และคนที่ผิดเพี้ยนจริงๆ ก็คือ อามีน ลอนา นั่นเอง .. เพราะนี่คือ คำแปลของอามีน ลอนา ที่แปลทึกทักเอาเอง  ซึ่งไม่เคยมีปราชญ์คนใดเขาแปลในแบบที่อามีน ลอนา กล่าวอ้างเอาไว้เลย แต่นี่เป็นการแปลแบบเพี้ยนๆ ของอามีน ลอนา แค่คนเดียวเท่านั้น การแปลของอามีน ลอนา ในลักษณะนี้ ถือว่าเป็นการใส่ร้ายต่อปราชญ์อิสลามอย่างชัดเจน ดังนั้น เรามาดูว่าอามีน ลอนา ได้ใส่ร้ายต่อปราชญ์อิสลามเอาไว้ว่าอย่างไร ??
คำว่า “الملك (อัล-มุลกฺ)” ตรงนี้ปราชญ์อิสลามผู้ทรงความรู้ ไม่ได้ให้ความหมายว่า “อำนาจ” ตามที่อามีน ลอนา ได้พูดเอาไว้ตามความไม่รู้ของเขา และคำว่า “بيده (บิยะดิฮิ)” ตรงนี้ ปราชญ์อิสลามผู้ทรงความรู้ ก็ไม่ได้ให้ความหมายว่า “พระหัตถ์ของพระองค์” ตามที่อามีน ลอนา อ้างมาเลยแม้แต่นิดเดียว
ท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ ซึ่งเป็นปราชญ์อิสลามที่ได้รับการยอมรับท่านหนึ่งในโลกอิสลาม ท่านได้อธิบายอายะฮฺที่ว่า ..

تَبَارَكَ ٱلَّذِي بِيَدِهِ ٱلْمُلْكُ

โดยท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ ได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า ..

واليد مجاز عن القدرة والإستيلاء والملك هو ملك السموات والأرض في الدنيا والآخرة

และคำว่า “พระหัตถ์” ตรงนี้เป็นการอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบจาก คำว่า “อำนาจและการครอบครอง” และคำว่า “อัล-มุลกฺ” นั้นหมายถึง “อัลลอฮฺนั้นคือ ผู้ทรงสิทธิในการปกครองบรรดาชั้นฟ้าและหน้าแผ่นดินทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ”

ดู ตำรา فتح القدير  โดย ท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ เล่มที่ 5  หน้าที่ 367
และท่านอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ได้อธิบายอายะฮฺนี้เอาไว้ว่า ..

  بيده الملك : عبارة عن تحقيق الملك، وذلك أن اليد في عرف الآدميين هي آلة تملك فهي مستعارة لذلك، و(الملك) على الإطلاق هو الذي لا يبيد ولا يختل منه شيء، وذلك هو ملك الله تعالى، والمراد في هذه الآية : ملك الملوك، فهي بمنزلة قوله تعالى (قل اللهم مالك الملك
คำว่า “บิยะดิฮิลมุลกฺ” เป็นสำนวนจากการให้การรองรับคำว่า “สิทธิในการปกครอง”  เพราะแท้จริงคำว่า “มือ” ในประเพณีการใช้กันของมนุษย์นั้น หมายถึง "เครื่องมือ(ที่แสดงถึง)การมีสิทธิอำนาจในการครอบครอง" (เช่น เมืองนี้ตกอยู่ในกำมือของพวกเรา เป็นต้น) ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นเสมือนกับการเปรียบเปรยอุปมาอุปมัยนั่นเอง และคำว่า “อัล-มุลกฺ” โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง ผู้ที่ไม่สูญสลาย และผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงใดๆ และนี่คือ สิทธิแห่งการปกครองของอัลลอฮฺ ตะอาลา และความหมายในอายะฮฺนี้ คือ ผู้มีสิทธิในการปกครองเหนือผู้ปกครองอื่นๆ ทั้งหลาย ซึ่งนี่คือ ตำแหน่งอันสูงส่งของอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า ..

قل اللهم مالك الملك

“จงกล่าวเถิด โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งการปกครองทั้งปวง” (ซูเราะฮฺ อาละ อิมรอน : 26)

ดู ตำรา المحرر الوجيز โดย ท่านอิบนุ อะฏียะฮฺ เล่มที่ 15  หน้าที่ 2-3
ดังนั้น อายะฮฺข้างต้นนี้จึงต้องให้ความหมายว่า ..

تَبَارَكَ ٱلَّذِي بِيَدِهِ ٱلْمُلْكُ

“ความจำเริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งสิทธิแห่งปกครองนั้น อยู่ในอำนาจของพระองค์”  (ซูเราะฮฺ อัล-มุลกฺ : 1)
ดังนั้น มนุษย์ทุกคนนั้น ไม่มีใครที่มีอำนาจหรือกรรมสิทธ์ในการปกครองสิ่งใดๆ เลย นอกจากว่าทั้งหมดนั้น จะเป็นสิทธิแห่งอำนาจของอัลลอฮฺ ตะอาลา ว่าจะมอบอำนาจหรือมอบสิทธิการปกครองในเรื่องนั้นๆ ให้แก่ผู้ใด หรือว่าพระองค์จะถอนคืนซึ่งสิทธิอำนาจในการปกครองจากผู้ใดก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อำนาจของอัลลอฮฺ ตะอาลา ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเคาะลีฟะฮฺ หรือกษัตริย์ หรือสุลตอน หรือผู้ปกครองใดๆ ก็ตาม ไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจหรือมีสิทธิในการปกครองอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด นอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา เท่านั้นที่เพรียบพร้อมและสมบูรณ์แบบที่สุด
สรุป
1. จากอายะฮฺนี้ คำว่า “الملك (อัล-มุลกฺ)” ไม่ได้แปลว่า “อำนาจ” อย่างที่อามีน ลอนา หรือวะฮาบีย์เข้าใจ แต่มันหมายถึง “สิทธิแห่งการปกครอง”
2. คำว่า “بيده (บิยะดิฮิ)” ในอายะฮฺนี้ ต้องทำการตีความให้อยู่ในความหมายว่า “อำนาจหรือการครอบครอง” ซึ่งเป็นไปตามทัศนะของปราชญ์อิสลาม อาทิเช่น ท่านอิมามอัช-เชากานีย์ และท่านอิมามอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ซึ่งได้ทำการตีความเอาไว้ในตำราของท่าน โดยเฉพาะท่านอิมามอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ท่านถือว่าเป็นปราชญ์ตัฟซีรที่โด่งดังมากท่านหนึ่ง และตำราตัฟซีรของท่านเล่มที่ถูกอ้างอิงเอาไว้ด้านบน ก็ถือเป็นตำราตัฟซีรที่ปราชญ์ให้การยอมรับและชมเชยกันเป็นอย่างมาก
3. จากอายะฮฺนี้ ต้องให้ความหมายว่า “ความจำเริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งสิทธิแห่งปกครองนั้น อยู่ในอำนาจของพระองค์”  ไม่ใช่แปลแบบสะเพร่าอย่างที่อามีน ลอนา ได้แปลเอาไว้
ข้อสังเกต หากว่าการตีความคำว่า “พระหัตถ์” ให้มีความหมายว่า “อำนาจ” ในอายะฮฺนี้  เป็นการตีความตามความคิดของพวกที่ผิดเพี้ยนอย่างที่อามีน ลอนา และ อ.ชารีฟ กล่าวอ้างแล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่า ท่านอิมามอัช-เชากานีย์ และท่านอิมามอิบนุอะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ก็เป็นพวกที่มีความคิดผิดเพี้ยนไปด้วย และนี่คือ การใส่ร้ายอย่างน่าเกลียดของอามีน ลอนา  และ อ.ชารีฟ ต่อปวงปราชญ์อิสลาม .. วัลอียาซุบิลลาฮฺ !!จากคลิปด้านบน ในช่วงเวลาที่ 32.17 ..
อ.ชา รีฟ กล่าวว่า .. ตามหลักอะฮฺลิสสุนะฮฺฯ สะลัฟที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องนั้น เรายืนยันว่า อัลลอฮฺทรงเห็น แต่เราก็ไม่มานั่งบอกว่าอัลลอฮฺมีลูกตาหรอ ??  มีตาดำ มีตาขาวหรอ ?? หรือว่าอัลลอฮฺได้ยินหรือไม่ ?? เราก็ไม่ได้ไปนั่งเจ๊าะแจ๊ะว่าอัลลอฮฺมีหูหรอ ??  อัลลอฮฺมีแก้วหูหรอ ??  เราเชื่อไปเลยว่าอัลลอฮฺเห็นก็คือ อัลลอฮฺเห็น อัลลอฮฺได้ยินก็คือ อัลลอฮฺได้ยิน แต่ว่าไม่เหมือนมนุษย์ก็แล้วกัน ..
แล้วอามีน ลอนา ก็กล่าวเพิ่มเติมจากคำพูดของ อ.ชารีฟ ว่า คนพวกนี้ชอบไปเจ๊าะแจ๊ะ ชอบไปยุ่งในรายละเอียดของอัลลอฮฺ ถ้าพูดแรงๆ เค้าเรียกว่า “ไปเสือก” ในรายละเอียดของอัลลอฮฺ

ชี้แจง
ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า .. การที่อามีน ลอนา ใช้คำพูดไปตำหนิคนอื่นว่า “เสือก” .. นี่นะหรือ คือ มารยาทของคนที่อ้างตัวเองว่าตามอัล-กุรอานและตามสุนนะฮฺ  ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกับความเห็นของตนเอง แต่เราก็ไม่ควรไปด่าเขาว่า “เสือก”
ดังมีหะดีษที่รายงานมาจากท่านอะบีฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ด.) ว่า ..
عن أبي هريرة -رضي الله عنه- قال: قال رسول الله -صلى الله عليه وسلم-: من كان يؤمن بالله واليوم الآخر فليقل خيرا أو ليصمت
“จาก ท่านอะบีฮุร็อยเราะฮฺ(ร.ด.) เล่าว่า ท่านรสูล(ซ.ล.) ได้กล่าวว่า ผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันกิยามะฮฺ ดังนั้น จงพูดแต่สิ่งที่ดีๆ หรือไม่ก็จงเงียบเสีย” (บันทึกโดย บุคอรีย์และมุสลิม)
และท่านรสูล(ซ.ล.) ยังได้กล่าวไว้อีกว่า ..

قَالَ رَسُولُ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏لَيْسَ الْمُؤْمِنُ ‏ ‏بِالطَّعَّانِ ‏ ‏وَلَا اللَّعَّانِ وَلَا ‏ ‏الْفَاحِشِ ‏ ‏وَلَا الْبَذِيءِ

“ผู้ศรัทธานั้น  ต้องไม่เป็นผู้ที่ชอบตำหนิคนอื่น และต้องไม่เป็นผู้ที่ชอบสาปแช่งผู้อื่น  และต้องไม่เป็นผู้ที่ชอบด่าทอผู้อื่นอย่างน่าเกลียด  และต้องไม่เป็นผู้ที่พูดหรือมีนิสัยที่หยาบคาย" บันทึกโดยท่านติรมีซีย์  หะดีษหะซัน
ดังนั้น การที่อามีน ลอนา ไปด่าผู้อื่นว่า “เสือก” ถือว่าเป็นผู้ที่ไร้มารยาทในทางวิชาการอย่างสิ้นเชิง และการที่อามีน ลอนา กล่าวว่า คนพวกนี้ชอบไปเจ๊าะแจ๊ะ ชอบไปยุ่งในรายละเอียดของอัลลอฮฺ เป็นคนที่ “เสือก” นั่นเท่ากับว่า อามีน ลอนา ได้ทำการด่าทอเศาะหาบะฮฺและบรรดาปวงปราชญ์อิสลามอย่างน่าเกลียดมาก ซึ่งปวงปราชญ์เหล่านี้เป็นผู้ที่พยายามศึกษาและตีความรายละเอียดในเรื่อง คุณลักษณะของอัลลอฮฺ ตะอาลา เพื่อนำมายืนยันในความบริสุทธิ์ของพระองค์จากคุณลักษณะต่างๆ ที่เหมือนกับมัคลูก .. เรามาดูว่า ปราชญ์ที่โดนอามีน ลอนา ด่าว่า “เสือก” เพราะไปยุ่งเรื่องของอัลลอฮฺ  เขาคือใครกันบ้าง ??
1. ท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ ได้ทำการอธิบายโองการที่ว่า ..

واصنع الفلك بأعيننا ووحينا

“และเจ้าจงสร้างเรือด้วยดวงตาของเราและคำบัญชาของเรา” (ซูเราะฮฺ ฮูด : 37)
จากอายะฮฺนี้ ท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ ได้ทำการตีความ ตรงคำว่า “ด้วยดวงตาของเรา” ในอายะฮฺนี้เอาไว้ว่า ..

والمراد : بحراستنا لك وحفظنا لك

คำว่า “ด้วยดวงตาของเรา” ตรงนี้หมายถึง “ด้วยการดูแลของเราแก่เจ้าและด้วยการปกปักษ์รักษาของเราแก่เจ้า”

ดู ตำรา فتح القدير   โดย ท่านอิมาม อัช-เชากานีย์ เล่มที่ 2  หน้าที่ 694


2. ท่านอิมาม อัฏ-ฏอบะรีย์ ได้ทำการอธิบายโองการที่ว่า ..

يوم يكشف عن ساق

“วันที่หน้าแข้ง(ของพระองค์)จะถูกเลิกขึ้น” (ซูเราะฮฺ อัล-เกาะลัม : 42)

จากอายะฮฺนี้ ท่านอิมาม อัฎ-เฏาะบะรีย์ ได้ทำการตีความ อายะฮฺนี้เอาไว้ว่า ..

قال جماعة من الصحابة والتابعين من أهل التأويل : يبدو عن أمر شديد،

บรรดาปวงปราชญ์จากเหล่าเศาะหาบะฮฺและตาบิอีนจากบรรดานักตีความ ได้ให้ความหมายว่า “(ในวันกิยามะฮฺนั้น)จะปรากฏขึ้นซึ่งความรุนแรงอันน่าสะพึงกลัว”

ดู ตำรา  تفسير الطبري โดย ท่านอิมาม อิบนุ ญะรีร อัฏ-เฏาะบะรีย์ เล่มที่ 29  หน้าที่ 38

3. ท่านอิมาม อัล-บะเฆาะวีย์ ก็ได้ทำการถ่ายทอดทัศนะข้างต้นของท่านอิบนุ อับบาส และทัศนะนี้ของท่านสะอีด บิน ญุบัยรฺ เอาไว้ในตำราของท่านเช่นกัน ว่า..

การให้ความหมายว่า "(ในวันกิยามะฮฺนั้น)จะปรากฏขึ้นซึ่งความรุนแรงอันน่าสะพึงกลัว" นี่เป็นทัศนะของเศาะหาบะฮฺอย่างท่านอิบนุ อับบาส และตาบิอีนอย่างท่านสะอีด บิน ญุบัยรฺ”

ดู ตำรา تفسير البغوي  โดย ท่านอิมาม อัล-บะเฆาะวีย์  เล่มที่ 4  หน้าที่ 381


4. ท่านอิมาม ท่านอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ได้ทำการอธิบายโองการที่ว่า ..

تَبَارَكَ ٱلَّذِي بِيَدِهِ ٱلْمُلْكُ

“ความจำเริญสุขจงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์”  (ซูเราะฮฺ อัล-มุลกฺ : 1)

และท่านอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ ได้อธิบายอายะฮฺนี้เอาไว้ว่า ..

  بيده الملك : عبارة عن تحقيق الملك، وذلك أن اليد في عرف الآدميين هي آلة تملك فهي مستعارة لذلك، و(الملك) على الإطلاق هو الذي لا يبيد ولا يختل منه شيء، وذلك هو ملك الله تعالى، والمراد في هذه الآية : ملك الملوك، فهي بمنزلة قوله تعالى (قل اللهم مالك الملك 

คำว่า “บิยะดิฮิลมุลกฺ” เป็นสำนวนจากการให้การรองรับคำว่า “สิทธิในการปกครอง”  เพราะแท้จริงคำว่า “มือ” ในประเพณีการใช้กันของมนุษย์นั้น หมายถึง เครื่องมือ(ที่แสดงถึง)การมีสิทธิอำนาจในการครอบครอง (เช่น เมืองนี้ตกอยู่ในกำมือของพวกเรา เป็นต้น) ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นเสมือนกับการเปรียบเปรยอุปมาอุปมัยนั่นเอง และคำว่า “อัล-มุลกฺ” โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง ผู้ที่ไม่สูญสลาย และผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงใดๆ และนี่คือ สิทธิแห่งการปกครองของอัลลอฮฺ ตะอาลา และความหมายในอายะฮฺนี้ คือ ผู้มีสิทธิในการปกครองเหนือผู้ปกครองอื่นๆ ทั้งหลาย ซึ่งนี่คือ ตำแหน่งอันสูงส่งของอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า ..

قل اللهم مالك الملك

“จงกล่าวเถิด โอ้อัลลอฮฺ ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งการปกครองทั้งปวง” (ซูเราะฮฺ อาละ อิมรอน : 26)

ดู ตำรา المحرر الوجيز โดย ท่านอิบนุ อะฏียะฮฺ เล่มที่ 15  หน้าที่ 2-3

สรุป
เรา จะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งในการตีความจากอายะฮฺต่างๆ ข้างต้นนั้น บรรดานักปราชญ์อิสลามต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นจากบรรดาเศาะหาบะฮฺหรือบรรดาตาบิอีนหรือปราชญ์ในยุคหลัง พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่พยายามศึกษาและตีความในรายละเอียดของอัลลอฮฺ ตะอาลา ทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้อัลลอฮฺ ตะอาลา นั้นทรงบริสุทธ์จากการไปมีคุณลักษณะที่เหมือนกับมัคลูก และการตีความของพวกเขานั้นก็เพื่อให้สมกับเกียรติและฐานะอันยิ่งใหญ่และ สูงส่งของอัลลอฮฺ ตะอาลา
แต่ไฉนเลย การพยายามตีความเพื่อให้ความบริสุทธิ์กับอัลลอฮฺ ตะอาลา ของเศาะหาบะฮฺอย่างท่านอิบนุ อับบาส ,ของตาบิอีนอย่างท่านสะอีด บิน ญุบัยรฺ ,ของปราชญ์สะลัฟอย่างท่านอิมามอัฏ-เฏาะบะรีย์ ,ของท่านอิมามอัล-บะเฆาะวีย์ ,ของท่านอิมามอิบนุ อะฏียะฮฺ อัล-มาลิกีย์ และของท่านอิมามอัช-เชากานีย์ .. ทำไมปวงปราชญ์เหล่านี้ ถึงได้กลายเป็น “คนที่เสือก” ตามทัศนะของอามีน ลอนา ... วัลอียาซุบิลลาฮฺ !!

 

ตอบโต้พวกญะฮฺมียะฮฺผู้อับจน 

สำหรับใครก็ตามที่ได้ฟังการอธิบายของวิทยากรสองท่านจากกลุ่มอัซซาบิกูนในคลิปข้างต้นทั้งหมดอย่างละเอียด จะพบว่าญะฮฺมียฺสองตนนี้ไม่ได้ชี้แจงเนื้อหาทั้งหมด และแทบจะไม่ได้หักล้างหลักฐานของฝ่ายอะฮฺซุนนะฮฺเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ญะฮฺมียฺสองรายนี้กระทำไปคือการพายเรือในอ่างและยกหลักฐานนอกประเด็น ที่สำคัญคือแทบไม่ได้ตอบโต้หลักฐานสำคัญๆจากคำอธิบายของชาวสะลัฟที่วิทยากรของกลุ่มอัซซาบิกูนอธิบายไปเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะคำกล่าวของท่านอิมามติรมิสีย์ เราะฮิมาฮุลเลาะฮฺ ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มอัซซาบิกูนจึงได้จัดเสวนาเพื่อตอบโต้ความเขลาของพวกญะฮฺมียฺสองรายนี้อีกครั้ง ด้วยคลิปตัวนี้


หลังจากคลิปตัวนี้ออกไป ไม่ปรากฏพบการชี้แจงจากพวกญะฮฺมียฺเลยแต่อย่างใด และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมญะฮฺมียฺสองรายนี้จึงไม่คิดที่จะโพสต์วิดีโอชุดที่สองนี้ในเว็ปไซต์ของพวกเขาพร้อมทำการตอบโต้เลย

วัสสลามมุอะลัยกุม

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

บังอะซันโต้ญะฮฺมียะฮฺ : มาดูการบิดเบือนหะดิษเพื่อใส่ร้าย มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ



มาดูโต๊ะครู อัลอัชอะรีย์ แห่งเว็บซุนนะฮสะติวเด้น โจมตีกล่าวหาว่า เช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ โกหกต่อท่านนบี โดยกล่าวข้อความต่อไปนี้
ตราบใดที่ชีอะฮ์ยึดประวัติศาสตร์มาอ้างโดยลักษณะที่ขัดแย้งกับตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ผม ไม่ขอเชื่ออย่างเด็ดขาดฉันท์ใด แน่นอนจากบทนำประวัติกำเนิดวะฮาบีย์นี้ผมก็ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดฉันท์นั้น เพราะประวัติบทนำกำเนิดวะฮาบีย์นี้ มันขัดแย้งกับซุนนะฮ์นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นการกล่าวมุสาต่อซุนนะฮ์นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นหากเราเชื่อต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราก็ห้ามเชื่อบทนำประวัติกำเหนิดวะฮาบีย์อันนี้ เพราะท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้สาบานต่ออัลเลาะฮ์ในการปฏิเสธเนื้อหาประวัติอันนี้ ไว้ตั้งแต่ 1400 ปีมาแล้ว
รายงานจากอุกบะฮ์ บิน อามีร เขากล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
وَإِنِّي قَدْ أُعْطِيتُ خَزَائِنَ مَفَاتِيحِ الْأَرْضِ وَإِنِّي وَاللَّهِ مَا أَخَافُ بَعْدِي أَنْ تُشْرِكُوا وَلَكِنْ أَخَافُ أَنْ تَنَافَسُوا فِيهَا
"แท้จริงบรรดาคลังกุญแจแห่งแผ่นดินได้ถูกมอบให้แก่ฉัน และแท้จริงฉันขอสาบานต่ออัลเลาะฮ์ว่า หลังจากที่ฉันเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่กลัวว่าพวกท่านจะทำชิริก แต่ทว่าฉันกลัวว่าพวกท่านจะแข่งขันกันชิงดีชิงเด่นบนผืนแผ่นดิน" รายงานโดยบุคอรีย์ (3329)
รายงานจากท่านญาบิร เขากล่าวว่า
سَمِعْتُ النَّبِيَّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏يَقُولُ ‏ ‏ إِنَّ الشَّيْطَانَ قَدْ أَيِسَ أَنْ يَعْبُدَهُ الْمُصَلُّونَ فِي ‏ ‏جَزِيرَةِ الْعَرَبِ ‏ ‏وَلَكِنْ فِي ‏ ‏التَّحْرِيشِ ‏ ‏بَيْنَهُمْ
"ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงชัยฏอนนั้นได้สิ้นหวังให้บรรดาผู้ทำการละหมาด(คือบรรดามุสลิมีน) ทำการกราบไหว้มัน(คือทำชิริก)ในคาบสมุทรอาหรับ แต่มันพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างพวกเขา" รายงานโดยมุสลิม (5030)
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?PHPSESSID=21623b534eb83953844277753a872694&topic=3549.msg27440;topicseen#new
................................................

โต๊ะครูอัลอัลอัซอารีย์ อ้างหะดิษข้างต้น โดยเข้าใจว่า นบี Solallah บอกว่า หลังจากสมัยนบี Solallah คนอาหรับไม่มีการทำชิริก และกล่าวหา ดร.อับดุลลอฮ หนุ่มสุข ที่ระบุ ว่าท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ทำสงครามกับการทำชิริกในคาบสมุทรอาหรับนั้นเป็นเรื่อง เท็จ ไม่จริง
อัลอัชอัชฮารี พยายามบิดเบือนหะดิษข้างต้น เพื่อโจมตี มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ทีพวกตั้งฉายาว่า “วะฮบีย อัลอัลอัซฮารี บอกว่า นบี Solallah ได้สาบานรับรองแล้วว่า คนในโลกอาหรับไม่ทำชิริก เพราะฉะนั้น การที่มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ อ้างว่า คนอาหรับในสมัยของท่าน ทำชิริก เป็นการโกหกต่อท่านนบี Solallah นะอูซุบิลละฮ ทั้งๆหะดิษต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า ต่อไปในอนาคต ยังมีชาวอาหรับทำชิริก บูชาเทวรูป

عن أبي هريرة-رضي الله عنه- أن رسول الله-صلى الله عليه وسلم- قال: لا تقوم الساعة حتى تضطرب أليات نساء دوس حول ذي الخلصة، وكانت صنما تعبدها دوس في الجاهلية بتبالة
รายงานจากอบีฮุรัยเราะฮ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ว่า รซูลุ้ลลอฮ กล่าวว่า “วันกิยามะฮจะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่า สะโพกของบรรดาผู้หญิงเผ่าเดาส์ จะส่ายอยู่รอบๆซิลอัลเคาะเศาะฮ และมันเป็นรูปปั้นที่เผ่าเดาส์เคยเคารพบูชามันในสมัยญาฮิลียะฮ อยู่ที่ตะบะละฮ (เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในยะมัน) – หะดิษรายงานโดย บุคอรี ,มุสลิมและอิหม่ามอะหมัด
...............
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คนที่โกหก ไม่ใช่ ท่านมุหัมหมัดบิดอับดุลวะฮับ และไม่ใช่ ดร. อับดุลลอฮ หนุ่มสุข แต่เป็น นายอัลอัซอารีย์ โต๊ะครูแห่ง เว็บ ซุนนะฮสะติวเด้น


เช็คอิบนุอุษัยมีน ขออัลลอฮเมตตาต่อท่านได้กล่าวว่า
يأس الشيطان أن يعبد في جزيرة العرب لا يدل على عدم الوقوع ؛ لأنه لما حصلت الفتوحات وقوي الإسلام ودخل الناس في دين الله أفواجاً أيس أن يعبد سوى الله في هذه الجزيرة ‏.‏ فالحديث خبر عما وقع في نفس الشيطان ذلك الوقت ولكنه لا يدل على انتفائه في الواقع ‏.‏
ชัยฏอนหมดหวัง ต่อ การที่มันจะได้รับการเคารพภักดีในคาบสมุทรอาหรับ ไม่ได้แสดงบอกว่า มัน จะไม่เกิดขึ้น เพราะ ว่า เมื่อ ได้รับชัยชนะ,อิสลามแข็งแกร่งและบรรดาผู้คนเข้ารับอิสลามเป็นพวกๆ มัน(ชัยฏอน) มันก็หมดหวัง ต่อการที่มันได้รับการเคารพภักดี อื่นจากอัลลอฮ ในคาบสมุทรนี้ เพราะหะดิษ ได้บอกเล่าเกี่ยวกับตัวของชัยฏอน ในเวลานั้น แต่ว่า มันไม่ได้เป็นหลักฐานแสดงบ่งบอกถึง การปฏิเสธว่ามันจะไม่เกิดขึ้น
http://www.al-eman.com/Islamlib/viewchp.asp?BID=353&CID=17


รายงานจากอุกบะฮ์ บิน อามีร เขากล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
وَإِنِّي قَدْ أُعْطِيتُ خَزَائِنَ مَفَاتِيحِ الْأَرْضِ وَإِنِّي وَاللَّهِ مَا أَخَافُ بَعْدِي أَنْ تُشْرِكُوا وَلَكِنْ أَخَافُ أَنْ تَنَافَسُوا فِيهَا
"แท้จริงบรรดาคลังกุญแจแห่งแผ่นดินได้ถูกมอบให้แก่ฉัน และแท้จริงฉันขอสาบานต่ออัลเลาะฮ์ว่า หลังจากที่ฉันเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่กลัวว่าพวกท่านจะทำชิริก แต่ทว่าฉันกลัวว่าพวกท่านจะแข่งขันกันชิงดีชิงเด่นบนผืนแผ่นดิน" รายงานโดยบุคอรีย์ (3329)
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?PHPSESSID=21623b534eb83953844277753a872694&topic=3549.msg27440;topicseen#new
.....................................

หะดิษข้างต้นท่านครู อัลอัชอารี แห่งเว็บซุนนะฮสะติวเด้น เอามาอ้างว่า นบี Solallah สาบานแล้วว่า ต่อไปชาวอาหรับจะไม่ทำชิริก เพื่อโต้แย้งและกล่าวหาว่า ดร. อับดุลลอฮ หนุ่มสุข และ ประวัติการต่อสู้ชิริกของท่านมุหัมหมัดอิบนุวะฮับ นั้น เป็นการมุสา เป็นการกล่าวเท็จต่อนบี Solallah
จึงอยากจะถามว่า เมื่อท่านนบียืนยันว่าต่อไปชาวอาหรับจะไม่ทำชิริก ทำไมท่านจึงสอนให้ระวังเรื่องชิริก เช่น
عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: "اجتنبوا السبع الموبقات، قيل: يا رسول الله، وما هن؟ قال: "الشرك بالله، والسحر، وقتل النفس التي حرَّم الله إلا بالحق، وأكل مال اليتيم، وأكل الربا، والتولي يوم الزحف، وقذف المحصنات الغافلات المؤمنات" (متفق عليه
รายงานจากอบีฮุรัยเราะ เราะดิยัลลอฮุอันฮู ว่า แท้จริง รซูลุลลอฮ Solallah กล่าวว่า "พวกท่านพึงห่างใกลอันตรายเจ็ดประการ ,มีผู้กล่าวว่า " โอ้รซูลุลลอฮ มันมีอะไรบ้าง? ท่านกล่าวว่า " การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ(ชิริก) ,ไสยศาสตร์ ,การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮทรงห้าม เว้นแต่กรณีเพื่อความยุติธรรม ,การกินดอกเบี้ย, การกินทรัพย์สินเด็กกำพร้า(โดยมิชอบ) ,การหนีออกจากสนามรบ และการใส่ร้ายหญิงผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรมว่า มีชู้ - มุตตะฟักอะลัยฮิ
..........
หะดิษบทนี้ยกเลิกแล้วหรือ เพราะโต๊ะครูอัลอัชอะรีย์ บอกว่า นบี Solallah ยืนยันว่า ต่อไปจะไม่มีชิริกอีกแล้ว เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่า การเข้าใจหะดิษข้างต้นของโต๊ะครูอัลอัซอารีย์แห่งซุนนะฮสะติวเด้น ต่อหะดิษที่นำมาอ้าง คือ การไม่เข้าใจหะดิษ เพราะหากเข้าใจ ก็แสดงว่า บิดเบือนหะดิษเพื่อโจมตีพวกที่เขาตั้งฉายาว่าวะฮบีย์ เท่านั้นเอง วัลอิยาซุบิลละฮ

 อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

أَفَمَنْ زُيِّنَ لَهُ سُوءُ عَمَلِهِ فَرَآهُ حَسَنًا
ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ

อิบนุญะรีร อธิบายว่า



الْقَوْل فِي تَأْوِيل قَوْله تَعَالَى : { أَفَمَنْ زُيِّنَ لَهُ سُوء عَمَله فَرَآهُ حَسَنًا } يَقُول تَعَالَى ذِكْره : أَفَمَنْ حَسَّنَ لَهُ الشَّيْطَان أَعْمَاله السَّيِّئَةَ مِنْ مَعَاصِي اللَّه وَالْكُفْر بِهِ , وَعِبَادَة مَا دُونَهُ مِنَ الْآلِهَة وَالْأَوْثَان , فَرَآهُ حَسَنًا , فَحَسِبَ سَيِّئَ ذَلِكَ حَسَنًا , وَظَنَّ أَنَّ قُبْحه جَمِيل , لِتَزْيِينِ الشَّيْطَان ذَلِكَ لَهُ

คำพูดในการอรรถาธิบาย คำตรัสของอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า (ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ) อัลลอฮ ผู้ซึ่งการสดุดีพระองค์นั้นสูงส่ง ตรัสว่า “ ผู้ที่มารร้ายได้ให้เขาเห็นดีเห็นงามกับบรรดาการงานที่ชั่วของพวกเขา จากการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ ,การปฎิเสธศรัทธาต่อพระองค์ ,การอิบาดะฮสิ่งอื่นอื่นจากพระองค์ จากบรรดาพระเจ้าจอมปลอมและรูปเจว็จ แล้วเขาเห็นว่ามันดี กระนั้นหรือ ,เขาคิดว่าความชั่วดังกล่าว เป็นเรื่องดี กระนั้นหรือ และพวกเขาเข้าใจว่า ความน่าเกลียดของเขา เป็นสิ่งสวยงาม เพราะมารร้าย(ชัยฏอน) ยุยงให้เขาเห็นดีเห็นงามในเรื่องดังกล่าว - ตัฟสีร อัฏฏอ็บรีย์ อรรถาธิบาย ซูเราะฮ ฟาฏิร อายะฮที่ 8



ข้างบนเป็นการตัฟสีรของนักตัฟสีรชาวสะลัฟ ผู้ทรงธรรม

.......................

ส่วนข้างล่างคือ การตัฟสีรที่ อะชาอีเราะฮอนด้า แห่งซุนนะฮสะติเด้น เอามาสัปเปลี่ยน ประโยคก่อนไว้หลัง ประโยคหลังไว้ก่อน เพื่อจะได้ยัดเยียดความชั่วให้กับท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮอับ

ท่าน อิมาม อัช-ชัยค์ อัศ-ศอวีย์ กล่าวไว้ในตัฟซีร ของท่าน ว่า

وَقِيْلَ هَذِهِ الأيَةُ نَزَلَتْ فِىْ الخَوَارِجِ الَّذِيْنَ يُحَرِّفُوْنَ تَأْوِيْلَ الكِتَابِ وَالسُّنَّةِ وَيَسْتَحِلُّوْنِ بِذَلِكَ دِمَاءَ الْمُسْلِمِيْنَ وأَمْوَالَهُمْ كَمَا هُوَ مُشَاهَدٌ الآنَ فِيْ نَظَائِرِهِمْ وَهُمْ فِرْقَةٌ بِأَرْضِ الحِجَازِ يُقَالُ لَهُمُ الْوَهَّابِيَّةُ يَحْسِبُوْنَ أَنَّهُمْ عَلىَ شَيْءٍ أَلاَ إِنَّهُمْ هُمُ الْكَاذِبُوْنَ

"ถูกกล่าวว่า อายะฮ์นี้ ถูกประทาน เกี่ยวกับพวกค่อวาริจญฺ ซึ่งที่พวกเขา ได้ทำการบิดเบือนกับการตีความอัลกุรอานและซุนนะฮ์ โดยที่พวกเขาได้ทำการหะลาลเลือดและทรัพย์สินของบรรดามุสลิมมีน ด้วยกับสิ่งดังกล่าว เสมือนที่ได้ปรากฏเห็นในปัจจุบัน(คือในสมัยของท่านอัศ-ศอวีย์) โดยที่พวกเขาเหล่านั้น คือชนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ ณ แผ่นดินหิญาซฺ (แถบนัจญฺดีย์ มักกะฮ์ และมะดีนะฮ์ ปัจจุบัน) ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า กลุ่มวะฮาบียะฮ์ พวกเขาคิดว่าตนเองอยู่บนสิ่งหนึ่ง(ที่เป็นสัจจะธรรม) แต่พึงทราบเถิดพวกเขาคือบรรดาผู้ที่โกหกมุสา" ดู ฮาชียะห์อัศ-ศอวีย์ อธิบายซูเราะฮ์ อัล-ฟาฏิร อายะฮ์ที่ 6 ตีพิมพ์ที่ มุสตอฟา อัล-หะละบีย์ และฮาชียะฮ์ อัศศอวีย์ 3/307-308 ตีพิมพ์ ที่โรงพิมพ์อัลมัชชัดอัลฮุซัยนีย์

…..

ข้อความเดิมมีดังนี้



وقيل: هذه الآية نزلت في الخوارج الذين يحرفون تأويل الكتاب والسنة، ويستحلون بذلك دماء المسلمين وأموالهم، كما هو مشاهد الآن في نظائرهم، وهم فرقة بأرض الحجاز يقال لهم: الوهابية، يحسبون أنهم على شيء ألا إنهم هم الكاذبون

และมีผู้กล่าวว่า อายะฮนี้ ถูกประทานลงมา เกี่ยวกับพวกเคาะวาริจญ ที่พวกเขา ได้ทำการบิดเบือนกับการตีความอัลกุรอานและซุนนะฮ์ โดยที่พวกเขาได้ทำการหะลาลเลือดและทรัพย์สินของบรรดามุสลิมมีน ด้วยกับสิ่งดังกล่าว เสมือนที่ได้ปรากฏเห็นในปัจจุบันโดยที่พวกเขาเหล่านั้น คือชนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ ณ แผ่นดินหิญาซฺ) ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า กลุ่มวะฮาบียะฮ์ พวกเขาคิดว่าตนเองอยู่บนสิ่งหนึ่ง(ที่เป็นสัจจะธรรม) แต่พึงทราบเถิดพวกเขาคือบรรดาผู้ที่โกหกมุสา

...........

นายฮอนด้า จากเว็บซุนนะฮสะติวเด้น ได้พยายามสอดใส้วงเล็บ ให้คนเขาใจว่า เป็นความเห็นของอิหม่ามศอวีย์ ทั้งๆที่ท่านเอง ได้กล่าวว่า “มีผู้กล่าวว่า” คือ ไม่ใช่ความเห็นของท่าน แล้วท่านก็ได้นำคำพูดของอะชาอีเราะฮสุดโต่งบางคนมากล่าวอ้าง โจมตีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา ว่า”วะฮบีย์” ว่าเป็นพวกโกหก นี้คือความเลวระยำของโต๊ะครูอะชาอีเราะฮ ที่พยายามหาความชั่วใส่ร้ายท่านมุหัมหมัดบินอับดุลวะฮับ การบิดเบือนอายะฮอัลกุรอ่านเพื่อมาสนองตอบอารมณ์ 

นายฮอนด้า แห่ง ซุนนะฮสะติวเด้น นำตัฟสีรศอวีย์มาอ้าง สำหรับตัฟสีรดังกล่าวนั้น มีฟัตวาดังนี้

السؤال: ما حكم اعتماد ما في تفسير الصاوي و الخازن من شطحات وإسرائيليات؟
الجواب: الصاوي ليس له تفسير مستقل، إنما له حاشية على تفسير الجلالين، وهذه الحاشية إنما هي منطبعة بتخصصه هو، وقد كان رحمه الله موغلاً في التصوف، وفي ثقافة أهل زمانه، ولذلك أتى بشطحات كثيرة، وبأمور مخالفه، حتى رد بعض الأحاديث الصحيحة بمجرد عادات، فلذلك لا يؤخذ بما خالف الشرع مما أتى به،

ถาม : การยึดเอาสิ่งที่อยู่ในตัฟสีรอัศศอวีย์ และอัลคอซิน จากบรรดาสิ่งที่เกินความเป็นจริงและอิสรออีลียาตนั้น มีหุกุมอย่างไร

ตอบ

อัศศอวีย์ นั้น เขาไม่ได้มีตัฟสีร ที่เป็นเอกเทศของเขาเอง แต่ความจริง เขามี แค่คำอธิบายที่อยู่ขอบหนังสือตัฟสีรอัลญะลาลัยนฺ และ อัลฮาชิยะฮ(คำอธิบาย)นี้ ความจริง มันคือ สิ่งที่ถูกพิมพ์ เฉพาะเขาเองเท่านั้น และแท้จริง ปรากฏว่าเขาเป็นผู้ที่คลั่งใคล้ในวิชา ตะเศาวูฟ และ ในวัฒนธรรมของคนในยุคของเขา และเพราะเหตุดังกล่าว เขาได้ นำเอาเอาบรรดาคำพูดที่เกินความเป็นจริงมากมายและ บรรดาสิ่งที่ขัดแย้งของเขา มานำเสนอ จนกระทั่งได้คัดค้านกับบรรดาหะดิษเศาะเฮียะบางส่วน ด้วยอาศัย(หลักฐาน)แค่ประเพณีเท่านั้น เพราะดังกล่าวนั้น จึงไม่ควรนำเอาสิ่งที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติ จากสิ่งที่เขาได้นำเสนอ.....

http://www.aldoah.com/upload/showthread.php?t=11705

.............

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท่านศอวีย์นำเสนอนั้น อาจจะด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของท่าน และท่านคงไม่ปราถนาที่จะก่อฟิตนะฮให้แก่ท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ขออัลลอฮอภัยแก่ท่าน 


รายงานจากนาเฟียะ จากอิบนุอุมัร ว่า

‏أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏قَالَ ‏ ‏اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏شَامِنَا ‏ ‏اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏يَمَنِنَا ‏ ‏قَالُوا وَفِي ‏ ‏نَجْدِنَا ‏ ‏قَالَ اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏شَامِنَا ‏ ‏وَبَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏يَمَنِنَا ‏ ‏قَالُوا وَفِي ‏ ‏نَجْدِنَا ‏ ‏قَالَ هُنَاكَ الزَّلَازِلُ وَالْفِتَنُ وَبِهَا ‏ ‏أَوْ قَالَ مِنْهَا ‏ ‏يَخْرُجُ ‏ ‏قَرْنُ الشَّيْطَانِ
แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า "โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "ที่นั่น(คือที่เมืองนัจด์)มีแผ่นดินไหว มีบรรดาฟิตนะฮ์ที่นั้น หรือ ท่านกล่าวว่า เขาของชัยฏอนได้ขึ้นที่นั่น - บันทึกโดย อัตติรมิซีย์

.............................

คำว่า “ นัจญด์” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง แคว้นนัจญด์ในปัจจุบัน แต่เป็น ประเทศอีรัก ดังคำอธิบายต่อไปนี้

อัลมุบาเราะกาฟูรีย์ กล่าวว่า

. قَالَ الْخَطَّابِيُّ : نَجْدٌ مِنْ جِهَةِ الْمَشْرِقِ وَمَنْ كَانَ بِالْمَدِينَةِ كَانَ نَجْدُهُ بَادِيَةَ الْعِرَاقِ نَوَاحِيَهَا وَهِيَ مَشْرِقُ أَهْلِ الْمَدِينَةِ , وَأَصْلُ النَّجْدِ مَا اِرْتَفَعَ مِنْ الْأَرْضِ وَهُوَ خِلَافُ الْغَوْرِ فَإِنَّهُ مَا اِنْخَفَضَ مِنْهَا وَتِهَامَةُ كُلُّهَا مِنْ الْغَوْرِ وَمَكَّةُ مِنْ تِهَامَةَ , اِنْتَهَى قَالَ الْحَافِظُ بَعْدَ نَقْلِ كَلَامِ الْخَطَّابِيِّ هَذَا وَعُرِفَ بِهَذَا وَهُوَ مَا قَالَهُ الدَّاوُدِيُّ إِنَّ نَجْدًا مِنْ نَاحِيَةِ الْعِرَاقِ فَإِنَّهُ تَوَهَّمَ أَنَّ نَجْدًا مَوْضِعٌ مَخْصُوصٌ وَلَيْسَ كَذَلِكَ , بَلْ كُلُّ شَيْءٍ اِرْتَفَعَ بِالنِّسْبَةِ إِلَى مَا يَلِيهِ يُسَمَّى الْمُرْتَفِعَ نَجْدًا وَالْمُنْخَفِضَ غَوْرًا اِنْتَهَى

อัลคอ็ฏฏอบีย์ กล่าวว่า “ คือ เมือง นัจญด์ ทางด้านทิศตะวันออก และ ผู้ที่อยู่ที่นครมะดีนะฮ ประกฎว่า นัจด์ ของเขาคือ พื้นที่ของอิรัก อนาเขตของอีรัก คือ ทิศตะวันออกของชาวมะดีนะฮ และที่มาของคำว่า “อัลนัจด์คือ พื้นที่สูงจากแผ่นดิน และมันตรงกันข้ามกับคำว่า “อัลเฆารุ” เพราะมันคือ พื้นที่ต่ำจากแผ่นดิน และติฮามะฮ ทั้งหมดของมัน เป็นส่วนหนึ่งของ อัลเฆารุ และนครมักะฮ เป็นส่วนหนึ่งของติฮามะฮ . อัลหาฟิซ(อิบนุหะญัร) ได้กล่าวหลังจากที่ได้รายงานคำพูดของ อัลคอฏฏฮบีย์นี้ ว่า และที่รู้กันด้วย ความหมายนี้ และมันคือ สิ่งที่ อัดเดาดีย์ ได้กล่าวมันไว้ ว่า แท้จริง คำว่า “นัจด์” เป็นส่วนหนึ่งของอณาเขตของอีรัก แท้จริงได้มีการเข้าใจว่า “นะญัจดฺ” คือสถานทีที่เฉพาะ ทั้งๆที่ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ทว่า “ ทุกพื้นที่ที่สูง เมื่อเทียบกับบริเวณใกล้เคียง พื้นที่ที่สูงนั้น ก็จะถูกเรียกว่า “นัจด์” และ พื้นที่ที่ต่ำ จะถูกเรียกว่า “เฆาะรุน” .จบคำพูด - ดู ตุหฟะตุลอะหวะซีย์ อธิบายหะดิษอัตติรมิซีย หะดิษหมายเลข 3888

............

เพราะฉะนั้น โตะครูเว็บสะติวเด้นพุ่งเป้าไปที่บ้านเกิดของท่านอิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ว่า เป็นตัวก่อฟิตนะฮ มันเป็นการใส่ร้ายที่น่าอดสูที่สุด

เช็คอัลบานีย์กล่าวว่า

فيستفاد من مجموع طرق الحديث أن المراد من نجد في رواية البخاري ليس هو الإقليم المعروف اليوم بهذا الاسم ، وإنما هو العراق ، وبذلك فسره الخطابي والحافظ ابن حجر العسقلاني
ผลที่ได้จากการรวมบรรดาหะดิษหลายๆกระแสนั้น แท้ จริงความหมาย คำว่า “นัจด์” ในรายงานของอัลบุคอรีนั้น ไม่ใช่ แคว้นที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน ด้วยชื่อนี้ และความจริง มันคือ อีรัก และด้วยดังกล่าว อัลคอฏฏอบีย์และ อัลหาฟิซอิบนุหะญัรอัลอัสเกาะลานี้ย์ได้อธิบายไว้ - ดู คำอธิบายของอัลบานีย์ ในหนังสือ ฟะฎออิลุชชามวะดะมัสกัส ของอบีอัลหะซัน อัรเราะบิอีย์ หน้า 26

.........

และหะดิษจากท่านอิบนุอุมัรเช่น กันว่า คำว่า "นัจดฺ" หมายถึง อีรัก คือ

عن ابن عمر رضي الله عنهما أنه سمع رسول الله صلى الله عليه وهو مستقبل المشرق يقول : ألا إن الفتنة ها هنا ، ألا إن الفتنة هاهنا ، ألا إن الفتنة هاهنا ، من حيث يطلع قرن الشيطان . رواه الشيخان
รายงานจากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ว่า เขาได้ยินรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมกล่าวว่า “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่ , “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่, “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่ จากที่ที่เขาของชัยฎอน ขึ้น – รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม

.........

และหะดิษข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่า "คนอีรักเลวทุกคน" อย่างที่ถูกกล่าวหาคนในบ้านเกิดของท่านมุหัมหมัดและท่านมุหัมหมัด บินอับดุลวะฮับ ว่า สร้างฟิตนะฮ

วัสสลาม

 มาดูฟัตวา เพิ่มเติม

عن ابن عمر قال صلى الله عليه وسلم اللهم بارك لنا في شأمنا اللهم بارك لنا في يمننا قالوا وفي نجدنا قال اللهم بارك لنا في شأمنا وبارك لنا في يمننا قالوا وفي نجدنا قال هناك الزلازل والفتن وبها أو قال منها يخرج قرن الشيطان)ومعنى نجد المرتفع من الأرض وفي روايةأخرى أيضا عن ابن عمر قال رأيت رسول الله صلى الله عليه وسلم يشير بيده يؤم العراق ها ان الفتنة ههنا ها ان الفتنة ههنا ثلاث مرات من حيث يطلع قرن الشيطان )فوضح المطلوب حيث أن العراق أرفع من جزيرة العرب فكانت تسميها نجدا والله اعلم

รายงานจากอุมัรว่า

แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า "โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "ที่นั่น(คือที่เมืองนัจด์)มีแผ่นดินไหว มีบรรดาฟิตนะฮ์ที่นั้น หรือ ท่านกล่าวว่า เขาของชัยฏอนได้ขึ้นที่นั่น )

ความหมายคำว่า "นัจด" คือ พื้นที่สูง จากพื้นดิน(ที่ราบสูง) และมีรายงานหนึ่งจากอิบนุอุมัรกล่าวว่า

ฉันเห็นรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชี้มือของท่านไปที่ อิรัก แล้วกล่าว่า "ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่,

ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่, ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่ กล่าวสามครั้ง จากที่ขึ้นของเขาของชัยฏอน) ดังนั้น เป้าหมายที่ต้องการ นั้นชัดเจน เพราะ อีรัก เป็นพื้นที่สูงกว่า คาบสมุทรอาหรับ ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า "นัจด์"

วัลลอฮุอะลัม

https://www.ftawa.ws/fw/showthread.php?t=1995

ดูหนังสือ تخريج أحاديث فضائل الشام ودمشق للربعي หะดิษหมายเลข 8 หน้า 9

.............

เพราะฉะนั้น มันไม่ได้เจาะจงถิ่นกำเนิดของ เช็ค มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ที่พวกอะชาอีเราะฮแห่งเว็บสะติวเด้น ต้องการทำลาย


อะชาอีเราะฮ พยายาม บิดเบือนหะดิษโดยพยายามโยงท่านอิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ว่า เป็นต้นตอของฟิตนะฮ ว่า ถิ่นกำเนิดของวะฮบีย์ คือ ที่มาของฟิตนะฮ โดยคุณไม่สนใจว่า "คำว่า "นัจด์" ที่ว่า หมายถึง เมืองอะไร

ลองมาดูหะดิษ

وعن ابن عمر قال صلى رسول الله صلى الله عليه وسلم الفجر ثم أقبل على القوم فقال اللهم بارك لنا في مدينتنا وبارك لنا في مدنا وصاعنا اللهم بارك لنا في شامنا ويمننا فقال رجل والعراق يا رسول الله قال من ثم يطلع قرن الشيطان وتهيج الفتن رواه الطبراني في الأوسط ورجاله ثقات

รายงานจากอิบนุอุมัร ว่า รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ละหมาดฟัจญัร(ละหมาดศุบฮิ) หลังจากนั้นก็ได้หันหน้าไปทางกลุ่มคน แล้วกล่าวว่า

โอ้อัลลอฮ ได้โปรดประทานความจำเริญ แก่พวกเราในมะดีนะฮของพวกเรา และได้โปรดประทานความจำเริญแก่พวกเรา ในมุดของพวกเราและศออฺ ของพวกเรา ,โอ้อัลลอฮ ได้โปรดประทานความจำเริญแก่พวกเราในชามของพวกเราและในเยเมนของพวกเรา แล้วมีชายคนหนึ่งกล่าวว่า "ในอีรักด้วยโอ้ ท่านรซูลุลลอฮ ท่านรซูลุลลอฮจึงกล่าวว่า " ที่นั้น เขาชัยฏอน ขึ้นมาทางนั้น และฟิตนะฮ จะเกิดขึ้น(จนเกิดการปั่นป่วน) - รายงานโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลเอาสอ็ฏ และบรรดาผู้รายงานเชื่อถือได้ - ดู มัจญมัวะอัซซะวาอิด เล่ม 3 หน้า 305

.....

หะดิษข้างต้นและมีอีกหลายๆหะดิษที่ยืนยันว่า "นัจด์" ในหะดิษ คือ อีรัก ซึ่ง ท่านฮาฟิซ อิบนุหะญัร และอัลคอฏฏอบีย์ ก็ ได้ยืนยัน

รายงานจากสาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า

‏ ‏ ‏يَا أَهْلَ ‏ ‏الْعِرَاقِ ‏ ‏مَا أَسْأَلَكُمْ عَنْ الصَّغِيرَةِ وَأَرْكَبَكُمْ لِلْكَبِيرَةِ ‏ ‏سَمِعْتُ ‏ ‏أَبِي ‏ ‏عَبْدَ اللَّهِ بْنَ عُمَرَ ‏ ‏يَقُولُا ‏

‏سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏يَقُولُ ‏ ‏إِنَّ الْفِتْنَةَ تَجِيءُ مِنْ هَاهُنَا وَأَوْمَأَ بِيَدِهِ نَحْوَ الْمَشْرِقِ مِنْ حَيْثُ يَطْلُعُ قَرْنَا الشَّيْطَانِ وَأَنْتُمْ يَضْرِبُ بَعْضُكُمْ رِقَابَ بَعْضٍ
รายงานจากสาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า “โอ้ชาวอีรัก” คำถามพวกท่านเกี่ยวกับ เรื่องเล็กช่างมากมายเสียจริง และ ท่านกระทำผิดใหญ่โตที่พวกท่านทำ ช่างมากมายเสียจริง .. ! ฉันได้ยิน บิดาของฉัน คืออับดุลลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า “ฉันได้ยิน รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ แท้จริง ฟิตนะฮ มาจากที่นี่ ท่านได้ชี้ไปทางทิศตะวันออก จากที่ที่สองเขาของชัยฎอนปรากฏขึ้นมา และพวกท่าน ก็จะบั่นคอซึ่งกันและกัน (หมายถึงการรบราฆ่าฟันกัน) – รายงานโดยมุสลิม(5172)

.........

อิบนุตัยมียะฮกล่าวว่า

هذه لغة أهل المدينة النبوية فى ذاك الزمان ، كانوا يسمون أهل نجد والعراق أهل

المشرق " انتهى

นี้คือ ภาษาของชาวอาหรับนครมะดีนะตุลมุเนาวะเราะฮ ในสมัยนั้น ปรากฏว่าพวกเขา เรียกชาวนัจด์ และชาวอิรักว่า “ชาวตะวันออก” – ดู มัจญมัวะฟะตาวา เล่ม 27 หน้า 41

...............

หวังว่า หะดิษข้างต้นย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นัจด์ ในหะดิษหมายถึง แผ่นดินอีรัก แต่.. ไม่ได้หมายถึงพี่น้องชาวอีรักทุกคนเลว นะครับ และหะดิษข้างต้น เป็นการยืนยันว่า คนที่เอาหะดิษบุคอรี เรื่อง ฟิตนะฮ ไปใส่ร้ายอิหม่ามมุหัมหมัดนั้น คือ คนที่บิดเบือนหะดิษเพื่อสนองอารมณ์

อัลหาฟิซอิบนุหะญัร กล่าวว่า

" كان أهل المشرق يومئذ أهل كفر ، فأخبر صلى الله عليه وسلم أن الفتنة تكون من تلك

الناحية ، فكان كما أخبر ، وأول الفتن كان من قبل المشرق ، فكان ذلك سببا للفرقة

بين المسلمين ، وذلك مما يحبه الشيطان ويفرح به ، وكذلك البدع نشأت من تلك الجهة

ปรากฏว่า ชาวตะวันออก ในเวลานั้น เป็นชาวกุฟุร ดังนั้น นบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้บอก ว่า ฟิตนะฮ เกิดขึ้นจากสถานที่ดังกล่าว แล้วมันก็เกิดขึ้น ตามที่ท่านนบีได้บอกไว้ และ เริ่มแรก ฟิตนะฮ เกิดขึ้นทางด้านตะวันออก แล้ว ฟิตนะฮดังกล่าวนั้น เป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกในระหว่างมุสลิม และดังกล่าวนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ชัยฏอนชอบและยินดีด้วยมัน และ ในทำนองเดียวกันนั้น บิดอะฮ ได้เกิดขึ้น จากทิศดังกล่าว - ดู ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 13 หน้า 47

....................

ข้างต้น เป็นการยืนยัน จาก ท่านหาฟิซอิบนุหะญัร ว่า ฟิตนะฮ เกิดขึ้นที่แผ่นดินชาวตะวันออก อันหมายถึงอีรัก ตามที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ ทีมโต๊ะครูแห่งเว็บสุนนะฮสะติวเด้น พยายามที่จะบอกว่า “หมายถึง ดินแดนถิ่นกำเนิดวะฮบีย์ นี้คือ อคติและความอาฆาตแค้นที่ส่งผลให้คนพยายามบิดเบือนหะดิษเพื่อทำลายคนอื่น วัลอิยาซุบิลละฮ

เรียบเรียงโดย อาจารย์อะซัน หมัดอะดั้ม

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อารีฟีน แสงวิมาน : อัลลอฮฺ "ทักท้วง" นบีทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด!



นาย อารีฟีน แสงวิมาน หนึ่งในนักวิชาการชั้นราชครูของแนวทางญะฮฺมียะฮฺ(อะชาอิเราะฮฺ) แห่งประเทศไทย ได้แสดงความศรัทธาที่แปลกประหลาดของเขาออกมาในการวิพากษ์วิจารณ์ คุณอามีน ลอนาหรือ ชัรฟุดดีน อามิลี โดยประเด็นของเรื่องนั้นมาจากการที่นายอารีฟีน แสงวิมาน พยายามสร้างภาพว่าตนเองรักในท่านนบีอย่างสุดหัวใจ ดังนั้นอะกีดะฮฺของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺที่ระบุว่าท่านนบีสามารถ "ผิดพลาด" ในฐานะปุถุชนได้พวกเขาแสร้ง "รับไม่ได้" กับหลักศรัทธาประการนี้ เราไปดูที่ นายอารีฟีน แสงวิมานเขียนขัดขาตัวเองกัน



อารีฟีน กล่าวว่า

"ท่านนะบีย์ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เป็นมนุษย์ที่ไม่เหมือนมนุษย์สามัญชนธรรมดา  ท่านเปรียบเสมือนกับอัญมณีที่อยู่ท่ามกลางก้อนหินทั้งหลายดังนั้น ผู้ที่มีหัวใจที่รู้สึกรักอย่างลึกซึ่งกับบุคคลหนึ่ง  มักจะมองว่าผู้ที่เขารักนั้นไม่ผิดไม่พลาดกันง่าย ๆ แต่หากบุคคลหนึ่งที่เราไม่ชอบไม่รู้สึกรัก  แม้เขาจะพูดหรือทำอะไรก็จะพยายามหาข้อผิดพลาดเสมอดังนั้นท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จึงเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติฐานันดรที่สูงส่งไม่บังควรที่จะมาเปรียบเทียบกับ มนุษย์สามัญชนทั่วไป"


นายอารีฟีน ได้กล่าวต่อไปอีกว่า
"นาย อามีน ลอนา กล่าวว่า "อัลลอฮฺตำหนินบี  ไม่ใช่ด่า....ถ้านบีไม่ผิดพลาดแล้วจะต่างอารัยกับอัลลอฮฺ..."

เขา ไม่เข้าใจคำว่า มะอฺซูม  ไม่เข้าใจภาษาอาหรับ  แต่จะแปลกันตามความเข้าใจว่า  ไม่มีบาป  ไม่มีความผิด  ทั้งที่คำว่า “มะอฺซูม” นั้นหมายถึง “ผู้ที่ถูกปกป้องจากบาป” หรือถ้าหากเราเชื่อว่าท่านนะบีย์ไม่มีความผิด  ก็จะพูดได้ว่าท่านนะบีย์ “มะอฺซูม” หมายถึง “ผู้ที่ถูกปกป้องจากความผิด”

ดังนั้นการที่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  อยู่ในสภาวะไร้บาปและไร้ความผิดนั้น  ด้วยการปกป้องจากอัลเลาะฮ์ตะอาลา

เพราะฉะนั้น  หากถามว่า “หากนะบีย์ไม่ผิดพลาดแล้วต่างอะไรกับอัลเลาะฮ์” 

คำ ตอบก็คือ:  ต่างกันแน่นอนครับ  เพราะอัลเลาะฮ์ไม่มีผิดพลาดด้วยคุณลักษณะอันสมบูรณ์ของพระองค์เอง  แต่ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ผิดพลาดด้วยการปกป้องจากอัลเลาะฮ์  ซึ่งความแตกต่างนี้  คือสัจธรรมและไม่ทำให้เกิดชิริกอย่างแน่นอน

แต่ผู้ที่บอกว่าเป็นชิ ริกนั้น  เพราะไปเข้าใจว่า  ท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะซัลลัม อยู่ในสภาวะไร้บาปและไร้ความผิดด้วยตัวท่านเอง  แล้วอัลเลาะฮ์ก็ไม่มีความผิดพลาดด้วยพระองค์เอง  ซึ่งหากเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นแบบนี้  ผลตามมาก็คือ  กล่าวหาชิริก เพราะแยกแยะไม่ถูกระหว่างอัลเลาะฮ์กับร่อซูลของพระองค์

ดังนั้น  ตรรกะที่ว่า  “หากร่อซูลุลลอฮ์ไม่มีข้อผิดพลาด  ก็จะไม่แตกต่างอะไรกับอัลเลาะฮ์  ดังนั้นเมื่อพระองค์กับร่อซูลไม่แตกต่างกัน  ผลมาตามก็คือ ชิริก”   ถือว่าเป็นเหตุผลที่ตบตา اَلسَّفْسَطَةُ (ซัฟซะเฏาะฮ์) ตามหลักของตรรกะศาสตร์นั่นเองครับ

วัลลอฮุอะลัม"



แต่ในตอนท้าย นายอารีฟีน กลับกล่าวขัดขาตนเองว่า


"ในอายะฮ์อัลกุรอ่าน มีไม่ใช่หรือครับ ที่อัลลอฮ์ทรงตำหนิท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

- วัลลอฮุอะอฺลัม -

อายะฮ์ใหนบ้างครับน้อง โปรดนำเสนอให้บังทราบหน่อยครับ

และ ขอเปลี่ยนคำว่า "ตำหนิ" ไปเป็น "ทักท้วง" ก็จะดูสวยงามมากเลยครับน้อง เพราะเรากำลังพูดเกี่ยวกับเรื่องของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ที่เป็นที่รักยิ่งของเรา"



ไปดูการเสวนารูปแบบเต็มได้ที่เว็ปไซต์ของเจ้าตัว

เมื่ออารีฟีน แสงวิมาน เข้าซอยตัน


คำถามสำหรับนาย อารีฟีน แสงวิมาน


1. ท่านยืนยันว่านบีผิดพลาดไม่ได้ แต่ทำไมท่านกล่าวว่า อัลลอฮฺ "ทักท้วง" นบี หรืออะกีดะฮฺของท่านนั้นคือ อัลลอฮฺทักท้วงนบีทั้งที่นบี "ทำถูกต้อง" ? หรือ "ทักท้วง" ในความเข้าใจของท่านหมายถึงสนับสนุนให้กระทำในสิ่งนั้นต่อไปซึ่งเป็นสิ่งถูกต้อง?

2. หากท่านยอมรับว่า ทักท้วง ใช้ในกรณีของการกระทำที่ผิดพลาด  คำถามคือที่ท่านเขียนในข้างบนว่านบีไม่ผิดพลาดเพราะมาจากการอนุมัติของอัลลอฮฺจึงไม่ถือว่าเป็น ชิรกฺ ตกลงท่านกำลังสื่อว่าอัลลอฮฺไม่เคยทำให้นบีผิดพลาด แล้วอัลลอฮฺก็ทักท้วงนบีในสภาพที่นบีถูกปกป้องจากความผิดพลาดนั่นเอง!

สรุปคือ

อัลลอฮฺทักท้วงนบีบนความถูกต้องของนบี นี่แหละอะกีดะฮฺของอารีฟีน แสงวิมาน และพวกญะฮฺมียะฮฺเขาล่ะ